บทที่ 5 หลักฐาน
มิราเบิกตากว้างสุดชีวิต มือสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เธอหยิบรูปถ่ายที่เกลื่อนโต๊ะขึ้นมาดูทีละใบ ภาพหลุมระเบิด ภาพซากรถที่ถูกเผาไหม้ และภาพของชายหนุ่มในชุดราชวงศ์ที่นอนจมกองเลือด… ทุกภาพถูกตอกย้ำด้วยเอกสารการโอนเงินข้ามประเทศที่มีตราประทับบริษัท 'อรรถศิขรคอร์ป' และลายเซ็นของวรเมธกำกับไว้อย่างชัดเจน
"นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกัน" เสียงของเธอแหบพร่า ดวงตาเบิกกว้างเมื่อไล่ดูตัวเลขมหาศาลที่ถูกระบุว่าเป็น 'ทุนสนับสนุนกลุ่มกบฏ'
"มีอะไรจะแก้ตัวมั๊ย" อาดิลแค่นยิ้มหยัน
"ไม่ใช่! เอกสารพวกนี้เป็นของปลอม!" มิรากระแทกแฟ้มลงบนโต๊ะ เงยหน้าขึ้นประจันหน้ากับชายร่างยักษ์ด้วยดวงตาที่วาวโรจน์ไม่แพ้กัน "พ่อฉันเป็นนักธุรกิจ เราทำมาหากินบนความโปร่งใส ไม่ใช่มาเฟียหรือผู้ก่อการร้าย! ถ้าคุณมีสมองสักนิด คุณจะรู้ว่านี่มันคือการจัดฉากใส่ร้ายชัดๆ!"
"จัดฉาก?"
อาดิลก้าวสามขุมเข้าหา รังสีคุกคามแผ่ซ่านจนมิราต้องถอยร่น แต่เพียงไม่กี่ก้าว แผ่นหลังของเธอก็ชนเข้ากับกำแพงหินทรายเย็นเฉียบ
ชายหนุ่มตามมาประกบติด ท่อนแขนล่ำสันยกขึ้นยันกำแพง กักขังเธอไว้ในวงแขน ดวงตาจ้องเขม็งเต็มไปด้วยไฟแค้น "หลักฐานเส้นทางการเงินชัดเจนขนาดนั้น ลายเซ็นพ่อเธอก็หราอยู่บนสลิปโอนเงินเข้าบัญชีไอ้พวกมือปืน! อย่ามาตอแหลปกป้องคนเลวๆ แบบมัน! ครอบครัวของเธอคือฆาตกร!"
"คุณมันก็แค่คนหูหนวกตาบอด!" มิราตวาดกลับอย่างหมดความอดทน เชิดหน้าขึ้นท้าทายสายตาดุดัน "คุณแค่โกรธ แค่เจ็บปวด ก็เลยอยากหาแพะรับบาปมาระบายอารมณ์เท่านั้นแหละ! คุณมันก็แค่ไอ้ขี้ขลาดที่พยายามหลอกตัวเอง!"
เพียะ!!
ฝ่ามือบางตวัดตบลงบนใบหน้าคร้ามคมอย่างแรงจนหน้าหัน เสียงฝ่ามือกระทบผิวเนื้อดังก้องไปทั้งห้อง
มิรายืนหอบหายใจ สัญชาตญาณร้องเตือนว่าเธอเพิ่งทำเรื่องที่พลาดที่สุดในชีวิตลงไป
อาดิลหันหน้ากลับมาช้าๆ รอยริ้วแดงปรากฏชัดบนซีกแก้มซ้าย แววตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวเป็นความคุกรุ่นที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม
"แพะรับบาปงั้นสิ?" เสียงทุ้มคำรามต่ำในลำคอ
มือหนาพุ่งเข้ารวบเอวบางแล้วกระชากตัวเธอเหวี่ยงลงบนเตียงสี่เสากลางห้องอย่างรุนแรง
"โอ๊ย!"
มิราจุกจนพูดไม่ออก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพลิกตัวหนี ร่างสูงใหญ่ก็ทาบทับลงมา ฝ่ามือแกร่งรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ทิ้งน้ำหนักตัวกดทับจนเธอขยับเขยื้อนไม่ได้
"ปล่อยฉันนะไอ้คนป่าเถื่อน!" เธอพยายามดิ้นรนสุดชีวิต ขาเรียวเตะสะเปะสะปะเพื่อหาทางรอด
"ดิ้นอีกสิ! เก่งนักไม่ใช่เหรอ!" อาดิลตะคอกกลับ เขากดน้ำหนักลงไปอีก ล็อกตัวเธอไม่ให้ดิ้นหลุด
ทั้งสองร่างแนบชิดกันจนไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน สายตาคมกริบประสานเข้ากับดวงตากลมโตดื้อรั้น
ลมหายใจร้อนผ่าวของทั้งคู่เป่ารดกันในระยะประชิด ทรวงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจเบียดเสียดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจของอีกฝ่ายที่กำลังเต้นกระหน่ำ
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ อาดิลเผลอหลุบตาลงมองริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่กำลังเผยอหอบรับอากาศ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของผู้หญิงที่ปะปนกับความดื้อรั้นสั่นคลอนสติของเขาอย่างรุนแรง
สติของอาดิลถูกกระชากกลับมา เขาสบถในลำคออย่างหัวเสีย ก่อนจะผละตัวออกจากร่างบางราวกับแตะต้องของร้อน เขาสะบัดตัวลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกขยะแขยง...
อาดิลจัดระเบียบเสื้อคลุมบิชต์ของตนเองให้เข้าที่ มองลงมาที่มิราซึ่งกำลังยันตัวลุกขึ้นนั่งหอบหายใจอยู่บนเตียงด้วยสายตาว่างเปล่า
"พ่อของเธอพรากพี่ชายของฉันไป..." เขาเอ่ยขึ้นเสียงเย็นเยียบ "เธอต้องชดใช้ด้วยการเป็นเชลยอยู่ที่นี่"
เขาหมุนตัวเดินตรงไปที่ประตู ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่กรีดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง
"ตลอดชีวิต!"
ปัง! แกรก...
เสียงกระแทกประตูดังสนั่น ตามด้วยเสียงกุญแจเหล็กและกลอนสลักที่เลื่อนปิดล็อกตายจากด้านนอก
มิรานั่งนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะค่อยๆ ทรุดลงไปกองกับพื้นพรม เธอกอดเข่าตัวเองแน่น สองตาจ้องมองลูกกรงเหล็กที่หน้าต่างซึ่งมีเพียงผืนทรายเวิ้งว้างรออยู่ด้านนอก
